ในช่วงที่อากาศร้อนจัดแบบนี้ นอกจากความเหนอะหนะแล้ว ยังมีกลุ่มโรคที่มากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นซึ่งควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้ครับ
1. กลุ่มโรคจากความร้อนโดยตรง
-
โรคลมแดด (Heatstroke): เป็นภาวะที่อันตรายที่สุด เกิดจากร่างกายระบายความร้อนไม่ทันจนอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส สังเกตอาการได้จาก ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ หัวใจเต้นเร็ว และอาจหมดสติได้
-
เพลียแดด (Heat Exhaustion): มีอาการเหงื่อออกมาก ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ผิวหนังซีดและเย็น หากปล่อยไว้อาจพัฒนาเป็น Heatstroke ได้
-
ผดผื่นคัน: เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อ ทำให้เกิดตุ่มแดงเล็กๆ และมีอาการคันตามตัว
2. กลุ่มโรคทางเดินอาหารและน้ำ
เนื่องจากอากาศร้อนทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีมาก อาหารจึงบูดเสียได้ง่าย
-
อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning): มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง บิด และอาจมีไข้ร่วมด้วย
-
โรคอุจจาระร่วง (Diarrhea): เกิดจากการดื่มน้ำหรือทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน
-
โรคอหิวาตกโรค: แม้จะพบไม่บ่อยแต่ยังคงต้องระวัง โดยเฉพาะการทานอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารทะเลที่ไม่สด
3. โรคอื่นๆ ที่มากับฤดูร้อน
-
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies): อากาศร้อนอาจทำให้สัตว์หงุดหงิดง่ายขึ้น ควรระวังการถูกสุนัขหรือแมวกัด/ข่วน และควรพาแนะนำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนตามกำหนด
-
โรคเครียด: อุณหภูมิที่สูงส่งผลต่อสภาพจิตใจโดยตรง ทำให้หงุดหงิดง่ายและนอนหลับยากขึ้น
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น
-
จิบน้ำบ่อยๆ: ไม่ต้องรอให้หิว เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ (ควรเลือกน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลเพื่อสุขภาพที่ดี)
-
เลี่ยงแดดจัด: ช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. เป็นช่วงที่รังสียูวีและความร้อนพุ่งสูงที่สุด
-
ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ”: ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ และล้างมือทุกครั้งก่อนทานอาหาร
-
สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: เลือกผ้าฝ้ายหรือผ้าที่มีสีอ่อน เพื่อช่วยสะท้อนความร้อนและระบายเหงื่อ

